📧 info@premiumcataract.com
จันทร์–อาทิตย์ 08:00–19:00 น.
นโยบายความเป็นส่วนตัว
คำถามที่พบบ่อย
เกี่ยวกับเรา บริการ โรคและการรักษา แพ็กเกจ & ราคา บทความ ติดต่อเรา 📅 นัดหมายแพทย์ 097-925-7880

ต้อกระจกเกิดจากอะไร? รู้จัก 7 สาเหตุหลัก + ปัจจัยเสี่ยงที่คนไทยควรเข้าใจ

สรุปสั้น: ต้อกระจกเกิดจาก โปรตีนในเลนส์ตาเสื่อมสภาพและจับตัวเป็นก้อน ทำให้เลนส์ขุ่นและแสงผ่านไม่ได้ สาเหตุหลักคืออายุที่มากขึ้น (พบมากสุด 80%) รองลงมาคือเบาหวาน การใช้ยาสเตียรอยด์ แสง UV การสูบบุหรี่ อุบัติเหตุที่ตา และพันธุกรรม — แต่บางปัจจัยป้องกันหรือชะลอได้

ต้อกระจกเกิดจากกลไกอะไรในลูกตา?

ภายในดวงตาของเรา มีเลนส์โปร่งใสอยู่หลังม่านตา ทำหน้าที่โฟกัสแสงเข้าจอประสาทตา เลนส์นี้ประกอบด้วย น้ำและโปรตีนเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ จึงใสเหมือนกระจก

เมื่ออายุมากขึ้นหรือเจอปัจจัยเสี่ยง โปรตีนเหล่านี้จะ เกิดปฏิกิริยา Oxidation เสื่อมสภาพ จับตัวเป็นก้อน และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาล เลนส์จึงค่อยๆ ขุ่นลง แสงผ่านได้น้อยลง การมองเห็นจึงมัวลงเรื่อยๆ

การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่สามารถย้อนกลับได้ ด้วยยาหรือวิตามิน — ทางรักษาเดียวคือการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์

7 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดต้อกระจก

1. อายุที่เพิ่มขึ้น (Age-Related Cataract) — สาเหตุอันดับ 1

พบได้มากกว่า 80% ของผู้ป่วยต้อกระจก เริ่มเกิดตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป และพบชัดเจนในคนอายุ 60+

สาเหตุ: โปรตีนในเลนส์สะสมการเสื่อมสภาพมานาน + ร่างกายผลิตสารต้านอนุมูลอิสระน้อยลง ทำให้เลนส์เสียหายง่ายขึ้น

ต้อกระจกตามอายุ แบ่งเป็น 3 ชนิดย่อย:

  • Nuclear sclerosis — ขุ่นที่แกนกลางเลนส์ (พบบ่อยสุด)
  • Cortical cataract — ขุ่นเป็นเส้นรอบขอบเลนส์
  • Posterior subcapsular — ขุ่นที่ด้านหลังเลนส์ มักเกิดในผู้ป่วยเบาหวานหรือใช้สเตียรอยด์

2. เบาหวาน (Diabetic Cataract)

ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นต้อกระจก เร็วกว่าคนทั่วไป 2-5 เท่า โดยเฉพาะถ้าคุมน้ำตาลไม่ดี

กลไก: น้ำตาลในเลือดสูง → ซึมเข้าเลนส์ตา → เปลี่ยนเป็น Sorbitol → ดูดน้ำเข้าเลนส์ → โปรตีนเสียหายเร็ว → เลนส์ขุ่นเร็ว

คนเป็นเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลได้ดี จะชะลอการเกิดต้อกระจกได้มาก

3. การใช้ยาสเตียรอยด์ (Steroid-Induced Cataract)

ทั้งรูปแบบ กิน หยอดตา สูด หรือฉีด ถ้าใช้นานเกิน 3-6 เดือน มีโอกาสเกิดต้อกระจกชนิด Posterior Subcapsular ได้

พบบ่อยใน:

  • ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ, SLE, หอบหืดที่ใช้สเตียรอยด์ประจำ
  • ผู้ที่หยอดยาแก้แพ้ตาเอง (ไม่รู้ว่ามีสเตียรอยด์)
  • ผู้ที่ใช้ยาสูดพ่นสเตียรอยด์รักษาภูมิแพ้

คำแนะนำ: ถ้าต้องใช้สเตียรอยด์ระยะยาว ควรตรวจตากับจักษุแพทย์ทุก 6-12 เดือน

4. แสงแดด/รังสี UV (UV-Induced Cataract)

รังสี UV-B โดยเฉพาะ เร่งการ Oxidation ของโปรตีนในเลนส์ ทำให้เสื่อมเร็วขึ้น โดยเฉพาะคนที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น เกษตรกร ช่างก่อสร้าง คนขับรถบรรทุก

วิธีป้องกัน: ใส่แว่นกันแดดที่ กรอง UV 100% ทุกครั้งที่ออกแดด (ไม่ใช่แค่แว่นสีดำเท่านั้น — ต้องระบุว่า UV400)

5. การสูบบุหรี่ (Smoking)

คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นต้อกระจก มากกว่าคนไม่สูบ 2-3 เท่า เพราะสารพิษในบุหรี่:

  • เพิ่มอนุมูลอิสระในลูกตา
  • ลดระดับวิตามินต้านอนุมูลอิสระในเลือด
  • ทำให้หลอดเลือดเลี้ยงตาเสียหาย

ข่าวดี: การเลิกบุหรี่ช่วยลดความเสี่ยงได้ แม้จะเลิกหลังสูบมานาน

6. อุบัติเหตุที่ตา (Traumatic Cataract)

การกระแทกตาแรงๆ เช่น อุบัติเหตุจราจร ของกระเด็นเข้าตา หรือการบาดเจ็บจากกีฬา อาจทำให้เลนส์เสียหายและเกิดต้อกระจกได้ ทันที หรือ หลายปีต่อมา

ต้อกระจกชนิดนี้พบได้ทุกช่วงอายุ แม้แต่คนหนุ่มสาว

7. พันธุกรรม + ต้อกระจกแต่กำเนิด (Congenital Cataract)

ทารกแรกเกิดบางคนเกิดมาพร้อมต้อกระจก เนื่องจาก:

  • พันธุกรรม (มีคนในครอบครัวเป็น)
  • แม่ติดเชื้อ Rubella ระหว่างตั้งครรภ์
  • ความผิดปกติของโครโมโซม

ในผู้ใหญ่ ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นต้อกระจกตั้งแต่อายุน้อย (ก่อน 50) — คุณอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ควรรู้

นอกจาก 7 สาเหตุหลัก ยังมีปัจจัยย่อยที่เพิ่มความเสี่ยง:

  • ความดันโลหิตสูง — เพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อย
  • โรคอ้วน — สัมพันธ์กับต้อกระจกผ่านทางเบาหวาน
  • ดื่มแอลกอฮอล์หนัก — ลดสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
  • ได้รับรังสี X-Ray หรือรังสีรักษา ที่บริเวณใบหน้า/ศีรษะ
  • โรคตาอื่น เช่น ม่านตาอักเสบเรื้อรัง (Uveitis)
  • การผ่าตัดตาอื่นๆ ก่อนหน้า เช่น ผ่าตัดวุ้นตาเสื่อม

ใครควรระวังเป็นพิเศษ?

กลุ่มเสี่ยงความเสี่ยงแนะนำตรวจตา
อายุ 60+สูงปีละ 1 ครั้ง
เบาหวาน (ทุกอายุ)สูงมากปีละ 1-2 ครั้ง
ใช้สเตียรอยด์ประจำสูง6-12 เดือน
ทำงานกลางแจ้งตลอดวันปานกลาง-สูงปีละ 1 ครั้ง
สูบบุหรี่ปานกลาง-สูงปีละ 1 ครั้ง
มีประวัติครอบครัวปานกลางเริ่มตรวจอายุ 40
เคยประสบอุบัติเหตุที่ตาขึ้นกับความรุนแรงตามแพทย์แนะนำ

ต้อกระจกป้องกันได้ไหม?

ต้อกระจกจากอายุป้องกันไม่ได้ 100% แต่สามารถ ชะลอการเกิดได้หลายปี ด้วยพฤติกรรมที่ดี:

สิ่งที่ควรทำ:

  • ใส่แว่นกันแดด UV400 ทุกครั้งที่ออกแดด
  • ควบคุมเบาหวานและความดันให้อยู่ในเกณฑ์
  • เลิกบุหรี่
  • กินผักใบเขียว ผลไม้หลากสี (วิตามิน C, E, Lutein)
  • ตรวจตาประจำปี

สิ่งที่ควรเลี่ยง:

  • ใช้สเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น (ปรึกษาหมอทุกครั้ง)
  • ดื่มแอลกอฮอล์หนัก
  • มองพระอาทิตย์โดยตรง
  • ละเลยการตรวจตาเมื่อมี อาการเริ่มต้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ใช้โทรศัพท์/คอมนานๆ ทำให้เป็นต้อกระจกไหม?

ไม่โดยตรง — แสงสีฟ้าจากหน้าจอยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าก่อให้เกิดต้อกระจก แต่อาจทำให้ตาล้า ตาแห้ง ได้

กินยาบำรุงตาช่วยป้องกันต้อกระจกได้ไหม?

วิตามินต้านอนุมูลอิสระ (C, E, Lutein, Zeaxanthin) อาจช่วยชะลอได้บางส่วน แต่ไม่ได้ป้องกัน 100% ควรได้รับจากอาหารเป็นหลัก

คนหนุ่มสาวเป็นต้อกระจกได้ไหม?

ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีเบาหวาน ใช้สเตียรอยด์นาน เคยอุบัติเหตุ หรือมีพันธุกรรม

ต้อกระจกติดต่อได้ไหม?

ไม่ติดต่อ เป็นโรคจากการเสื่อมของเลนส์ตัวเอง ไม่ใช่โรคติดเชื้อ

เป็นต้อกระจกข้างเดียวได้ไหม?

ได้ โดยเฉพาะกรณีอุบัติเหตุหรือพันธุกรรม แต่ส่วนใหญ่ที่เกิดจากอายุ มักเป็นทั้งสองข้าง แต่ระยะไม่เท่ากัน

สงสัยว่าตัวเองเสี่ยงเป็นต้อกระจกไหม?

ปรึกษา พญ.อรัชพร ทับทิมทอง (หมอหญิง) จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดต้อกระจก ได้ที่คลินิก Clear Vision by Dr. Ying

  • 📍 ที่อยู่: ชั้น 4 ตึก Century, BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • 📞 โทร: 097-925-7880
  • 💬 LINE: @clear.vision
  • 🕐 เปิดทุกวัน 08:00–19:00 น.

อ่านเพิ่ม:

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ กรุณาปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำเฉพาะบุคคล

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top